Thursday, April 14, 2011
Tuesday, January 25, 2011
Thursday, January 13, 2011
วิธีการนับเวลาในสมัยก่อน
พวกคุณเคยอ่านหนังสือเก่า......แล้วจะเห็นข้อเขียนว่า สามนาฬิกาเก้าบาท เอ...แล้วเขานับเวลาสมัยเก่ากันอย่างไรกันละ...วันี้ผมมีคำตอบมาให้แล้วละครับ
พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน
บาท
บาท ๑, บาท-
ความหมาย
[บาด, บาดทะ-] น. ตีน, ราชาศัพท์ว่า พระบาท. (ป., ส. ปาท).
บาท ๒
ความหมาย
น. มาตราเงินตามวิธีประเพณี ๑๐๐ สตางค์ หรือ ๔ สลึง เท่ากับ ๑ บาท, อักษรย่อว่า บ.;
เขียนตามวิธีโบราณดังนี้ (อักขระพิเศษ) หมายความว่า ๓ บาท; ชื่อมาตราชั่งตามวิธีประเพณี
สําหรับกําหนดนํ้าหนักเท่ากับเงินหนัก ๑๕ กรัม.
บาท ๓
ความหมาย
น. ส่วนหนึ่งของบทแห่งคําประพันธ์ เช่น โคลง ๔ สุภาพ บทหนึ่งมี ๔ บาท.
บาท ๔
ความหมาย
น. ช่วงเวลาเท่ากับ ๑ ใน ๑๐ ของชั่วโมง เท่ากับ ๖ นาที
การนับเวลาแบบโบราณ
1 ชั่วโมง มี 10 บาท = 60 นาที
5 บาท =30 นาที
1 บาท = 6 นาที
เวลากลางคืน
ปฐมยาม(18.00 น. - 21.00 น.) คือ จากย่ำค่ำถึง 3 ทุ่ม "ทุ่ม" บอกเวลากลางคืน
เดิมใช้กลองตีดัง ทุ่มๆ
ทุติยยาม(21.00 น. - 24.00 น.) คือ จาก 3 ทุ่ม ถึง 6 ทุ่ม "โมง" บอกเวลากลางวัน
เดิมใช้ฆ้อง ตีดังโมงๆ
ตติยยาม(24.00 น. - 3.00 น.) คือ จาก 6 ทุ่ม ถึง 9 ทุ่ม ย่ำสิบเอ็ดสามบาท =
ตีห้ากับสิบแปดนาที
ปัจฉิมยาม(3.00 น. - 6.00 น คือจาก 9 ทุ่ม ถึงย่ำรุ่ง
ปัญหา ได้อ่านหนังสือเก่าพบคำว่า "กรมนาฬิกา" ไม่ทราบว่า กรมนี้อยู่ที่ไหน มีหน้าที่ทำอะไร
ตอบ กรมนาฬิกาเป็นกรมขึ้นในวัง และหอนาฬิกานั้นชอบกลนักหนา มีเหมือนกันทั้งไทยและพะม่า ประเพณีเดิมทีเดียวเห็นจะมีมาเก่าแก่มาก
อาจได้แบบแผนมาจากอินเดียก็เป็นได้ ทำเป็นหอสูง ชั้นยอดของหอแขวนฆ้องใบหนึ่งกลองใบหนึ่ง
ในห้องชั้นต่ำลงมาตั้งอ่างน้ำเอากะลาซึ่งวักน้ำเหมาะขนาดที่ลอยอยู่เพียง ๖๐ นาฑีแล้วจม ลอยไว้ในอ่างนั้น มีคนนั่งยามประจำอยู่ เวลาพระอาทิตย์ขึ้น
ลอยกะลา ซึ่งตามภาษามคธว่า "นาฬิกา" จึงเข้าใจว่าได้ตำรามาจากอินเดีย พอนาฬิกาจมลงคนก็ขึ้นไปตีฆ้อง ในเวลา นาฬิกาแรกตีครั้งหนึ่ง
นาฬิกาที่สองที่สามก็ตีมากครั้งขึ้นตามลำดับ ที่ในห้องนั้นมีราวสำหรับปักไม้ติ้วเป็นที่สังเกตของคนตี ได้นาฬิกาหนึ่งก็ปักติ้วไว้อันหนึ่ง
ถึงอีกนาฬิกาหนึ่งก็ปักติ้วเติมอีกอันหนึ่งเรียงต่อกันไป สำหรับผู้ตีจะได้นับรัวกี่นาฬิกา ถึงเวลาค่ำพระอาทิตย์ตกปักติ้วครบ ๑๒ อัน แล้วเอาออกเสียคราวหนึ่ง
ด้วยกลางคืนตีกลองแทนฆ้อง ด้วยเหตุนี้แหละจึงเรียกเป็นคำสามัญว่า "โมง" ในเวลากลางวัน ว่า "ทุ่ม" ในเวลากลางคืน ตามเสียงฆ้องและเสียงกลอง
ที่ตีกลองในเวลากลางคืนนั้นเห็นจะเป็นด้วยเสียงกลองดังไปไกลกว่าเสียงฆ้อง
ในเรื่องโรงนาฬิกานี้ยังมีต่อไปอีกอย่างหนึ่ง ถ้าตีโมงหรือทุ่มอื่นๆ ตีเพียงอัตราทุ่มและโมง ถ้าตีเวลา ๖ นาฬิกา ๑๒ นาฬิกา ต้องตีย่ำฆ้องเสียก่อนลาหนึ่ง
แล้วจึงตีบอกอัตรานาฬิกา กลางคืนตั้งแต่เวลา ๑๘ นาฬิกา ต้องตีย่ำกลองเสียก่อนลาหนึ่งเรียกว่าย่ำค่ำ ๒๑ นาฬิกาย่ำลาหนึ่งเรียกว่ายามหนึ่ง
เที่ยงคืนย่ำสองลาเรียกสองยาม ๓ นาฬิกาย่ำสามลาเรียกสามยาม แล้วตีอัตราต่อ ตอนรุ่งก็ย่ำรุ่ง ตอนเที่ยงก็ย่ำเที่ยง กลางวันก็ย่ำฆ้อง กลางคืนย่ำกลอง
เหตุไรจึงตีย่ำ ไปรู้มาจากเมื่อไปเมืองอินเดีย ไปได้ยินย่ำที่เมืองพาราณสี ถามเขาจึงได้ความว่า ที่ตีย่ำนั้นเป็นสัญญาบอกให้เปลี่ยนคนรักษายาม
คือประเพณีการรักษายามกลางวัน ๖ ชั่วโมงเปลี่ยนครั้งหนึ่ง กลางคืน ๓ ชั่วโมงเปลี่ยนครั้งหนึ่ง ไทยเราเอาหน้าที่บอกสัญญาเปลี่ยนยาม
มาเป็นพนักงานของโรงนาฬิกาจึงตีย่ำ แต่เมื่อเกิดนาฬิกากลอย่างฝรั่งขึ้นแล้ว ในเมืองไทยเราก็เลิกลอยกะลา ใช้นาฬิกากลอย่างฝรั่งแทน และเลิกตีกลองในเวลากลางคืน
ใช้ระฆังใบใหญ่ใบหนึ่งตีแทนทั้งสองสิ่งนั้น แต่ว่าชื่อที่เรียกว่าโมงและทุ่ม ยังใช้อยู่เป็นสำคัญ ให้รู้ว่าตีฆ้องกลางวันและตีกลองกลางคืน
ลายพระหัตถ์ เรื่องนาฬิกา
สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ กับ
พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าธานีนิวัต กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร
ตำหนักปลายเนิน คลอยเตย
วันที่ ๑๘ กันยายน ๒๔๘๓
ธานี
เธอถามถึงนาฬิกา อาว์ก็จน ด้วยตั้งแต่เกิดมาก็เห็นเขาใช้นาฬิกากลกันเสียแล้ว เป็นแต่รู้โดยหนังสือซึ่งได้อ่านพบและฟังเขาพูดกัน
เป็นว่าเอาภาชนะเล็กเจาะก้นลอยน้ำในภาชนะใหญ่ เมื่อน้ำไหลเข้าทีละน้อยจนภาชนะเล็กจมก็นับเอาเป็นเวลาหนึ่ง
แต่จะเป็นเท่าไรนั้นไม่ทราบ ทั้งนี้เป็นด้วยเห็นการตีไก่ เขายังใช้จอกเจาะก้นลอยในขัน เมื่อจอกนั้นจมเขาเรียกว่า "อันจม"
เขาก็จับไก่แยกออกจากการตีไปให้น้ำ สุดแต่จะสัญญากันว่าตีกี่ "อัน" อย่างเดียวกันกับการต่อยมวยทางฝรั่ง
อีกประการหนึ่งสังเกตชื่อนาฬิกา นั่นแปลว่า มะพร้าว จึ่งคิดว่าแต่ก่อนนี้เขาคงใช้กะลาก้นกลวงลอยน้ำเป็นเครื่องวัดเวลา
ดูเหมาะดีที่จะฉวยเอากะลาซึ่งมีอยู่ดาษดื่นที่ไหนมาใช้ก็ได้
เขาจะเอาชันอุดรู้ก้นก้นกะลาเจาะไขให้น้ำเข้าตามใจชอบเอาใหม่หรืออย่างไรไม่ทราบ แต่นี่เป็นเดาทั้งนั้น
อันเครื่องวัดเวลานั้นมีอยู่มากนัก จะให้เห็นตัวอย่างก็เช่น
๑. "บ่ายควาย" "ควายเข้าคอก" นั่นเป็นสังเกตดูดวงอาทิตย์เป็นวัดเวลาอย่างหยาบ
๒. "ชั้นฉาย" นั่นสังเกตเอาเงา เป็นของละเอียดขึ้น ใช้ในการบวชนาค
๓. การสอบไล่หนังสือพระ ได้ยินว่าแต่ก่อนใช้จุดธูปเป็นเครื่องวัดเวลา ถ้าธูปไหม้หมดดอกยังแปลไม่บรรลุก็จัดว่าเป็นตก
ขอให้สังเกตกลอนในมูลบทบรรพกิจ ท่านแบ่งเวลาไว้ไม่ตรงกับนาฬิกากล
.....วันหนึ่งนั้นแปดยามย่ำ..................กลางวันท่านกำ
หนดไว้ว่าสี่ยามมี
.....กลางคืนก็นับยามสี่......................วันกับราตรี
จึงเป็นแปดยามตามใช้
.....ยามหนึ่งสามนาลิกาไว้..................นาลิกาท่านใช้
กลางวันท่านเรียกว่าโมงนา
.....กลางคืนเรียกว่าทุ่มหนา.................นาลิกาหนึ่งรา
ได้สิบบาดท่านบอกไว้
.....บาทหนึ่งสี่นาทีไทย.......................หนึ่งนาทีได้
สิบห้าเพ็ชชะนาที
.....เพ็ชชะนาทีหนึ่งนี้..........................หกปราณด้วยดี
ปราณหนึ่งสิบอักษรไซร้
ก) วันหนึ่งแบ่งเป็น ๒ ภาค เป็นกลางวันครึ่งหนึ่งกลางคืนครึ่งหนึ่ง
ข) วันกับคืนนั้นแบ่งเป็น ๘ ยาม คือ กลางวัน ๔ ยาม กลางคืน ๔ ยาม
ค) ยามหนึ่งเป็น ๓ ชั่วโมง กลางวันเรียกว่าโมง กลางคืนเรียกว่าทุ่ม ข้อนี้สมเด็จฯ กรมพระยาเทวะวงศ์ทรงสันนิษฐานว่า
กลางวันเขาคงตีด้วยฆ้อง กลางคืนเขาคงตีด้วยกลอง ตามที่ทรงสันนิษฐานเช่นนี้เห็นชอบด้วยอย่างยิ่ง
ฆ) โมงหนึ่งแบ่งเป็น ๑๐ บาท ตกเป็นบาทหนึ่ง ๖ มินิตแห่งนาฑี
ง) บาทหนึ่งแบ่งเป็น ๔ นาฑี หนึ่งนาฑีแบ่งเป็น ๑๕ เพชรนาฑี ตกนาฑีหนึ่งเป็นมินิต ๑ กับ๓๐ สกันแห่งนาฬิกากล*
จ) เพชรนาฑีหนึ่งแบ่งเป็น ๖ ปราณ เห็นจะหมายเอาหายใจเข้าหรือออกทีหนึ่ง ตกเป็นสกัน ๑ แห่งนาฬิกากล
ฉ) ปราณหนึ่งแบ่งเป็น ๑๐ อักษร จะหมายถึงเขียนหนังสือหรืออะไรไม่ทราบ ถ้าหมายถึงเขียนหนังสือแล้ว
ชั่วหายใจเข้าหรือออกทีหนึ่งเขียนหนังสือได้ ๑๐ คำ เห็นเร็วเต็มที แม้เอาพยัญชนะก็เห็นไม่ไหวอยู่นั่นเอง
ไม่ว่าเครื่องวัดอะไรไม่มีเที่ยงทั้งนั้น แม้นาฬิกากลก็ไม่เที่ยง แต่ดีกว่าวัดเวลาด้วยวิธีอื่น เราจึงต้องใช้
เธอบอกว่า สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงทรงส่งบันทึกประทานมา ๒ เรื่อง แต่อาว์ไม่ได้ถามว่าเป็นเรื่องอะไร
เป็นพระวิจารณ์เรื่องพิธีตรุสกับเรื่องเห่ช้าลูกหลวงหรือมิใช่ ถ้าเป็นเรื่องนั้นก็ไม่ต้องส่งอาว์ เพราะอาว์ได้รับประทานมาเหมือนกัน
ตั้งใจเมื่ออ่านแล้วจะส่งมาให้เธอ
..........................................................................
วันที่ ๒๑ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๘๓
ขอประทานกราบทูลทรงทราบฝ่าพระบาท
ข้าพระพุทธเจ้าได้รับลายพระหัตถ์ลงวันที่ ๑๘ เดือนนี้ ทรงอธิบายคำว่า “นาฬิกา” ตลอดจนเครื่องวัดโบราณมาโดยละเดียด
ทำให้ข้าพระพุทธเจ้าได้ทราบความหลายอย่างที่ยังไม่เคยทราบ บังเกิดแนวความคิดใหม่ๆ ต่อไปอีก
ขอประทานกราบมาแทบฝ่าพระบาท
เหตุที่จะกราบทูลถามเรื่อง “นาฬิกา” เมื่อวันนั้น ยังกราบทูลไม่ตลอด เพราะไม่สู้สะดวกด้วยทรงกังวลด้วยการปฏิบัติพระเป็นต้น
จึงขอประทานกราบทูลทางจดหมายดังนี้
ในโนตที่ข้าพระพุทธเจ้าเขียนเรื่อง “กลาโหม” ในวารสารของสยามสมาคม ข้าพระพุทธเจ้าได้ทักว่า
ศาสตราจารย์เซเดส์แปลศิราจาฤกเขมรโบราณแห่งหนึ่ง มีบัญชีสิ่งของ ซึ่งพระเจ้าแผ่นดินเขมรทรงพระราชอุทิศถวายพระเป็นเจ้า
ในบัญชีนั้นมีรายการอันหนึ่งว่า “กะลาพระกาล” ซึ่งเซเดส์หาได้อธิบายไว้ไม่ว่าเป็นสิ่งของชนิดไร ทำให้อยากเดาว่า
ตามรูปศัพท์น่าจะแปลว่า บริเวณของเวลา หรืออีกนัยหนึ่งเครื่องวัดเวลา ข้าพระพุทธเจ้าจึงรู้สึกต่อไปอีกชั้นหนึ่งว่า
ไทยเราแต่เดิมทีก็ปรากฏว่าใช้เปลือกแข็งของลูกมะพร้าวเป็นเครื่องวัดเวลา จึงเห็นว่า เป็นเหตุให้ชวนสันนิษฐานต่อไปอีกชั้นหนึ่งว่า
ด้วยนัยนี้เองกระมังเปลือกแข็งของลูกมะพร้าวจึงมาได้ชื่อว่า “กะลา”
ทั้งนี้ก็ได้แต่เพียงปรารภเพราะไม่มีหลักฐานอันใดที่แน่นอนยิ่งไปกว่านี้ที่พอจะยืนยันได้
ต่อมานายแล็งกาต์ได้บอกข้าพระพุทธเจ้าให้สังเกตดูในกฎหมายลักษณะพิสูจน์ และพระราชกำหนดใหม่ ซึ่งมีกล่าวถึง “นาระกา”
เป็นเครื่องวัดในการดำน้ำพิสูจน์สำหรับคู่ความ ในพระราชกำหนดใหม่ (บทที่ ๒๙ หน้า ๔๐๑ เล่ม ๓ ในฉะบับตราสามดวง
ซึ่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองพิมพ์ขึ้น) มีความกล่าวว่า เกิดการพิสูจน์ดำน้ำโดยใช้ “นาระกา” ถือเกณฑ์กันที่ “นาระกา”
ล่มหรือยัง สมเด็จพระพุทมธบยอดฟ้าฯ “ทรงแคลง” การที่เอา “นาระกา” มาใช้ โปรดให้ลูกขุน ณ ศาลหลวงสอบพระอัยการ
พระมหาราชครูมหิธรกราบบังคมทูลว่า “ดำน้ำตั้งนาระกามิได้พบในพระอัยการ พบแต่คำว่าดำน้ำกันให้ยุกระบัตรกลั้นใจสามกลั้น”
แต่ปรากฏว่า ที่เมืองราชบุรีใช้นาระกากันจึงมีพระบรมราชโองการสั่งว่า “กฎหมายให้ตั้งนาระกานั้นหามิได้” ให้ห้ามมิให้ใช้นาระกา
และตัวอย่างราชบุรีก็ไม่โปรดให้อนุโลม
“นาระกา” ในที่นี้คงจะต้องเป็นเปลือกแข็งของลูกมะพร้าวเป็นแน่ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือกะลา นั่นเอง จึงได้มีการ “ล่ม” กัน
นายแลงกาต์กับข้าพระพุทธเจ้าได้พร้อมกันพลิกดูลักษณะพิสูจน์ดำน้ำลุยเพลิง ซึ่งมีพระราชปรารภแต่รัชกาลอู่ทอง
พบความว่า “ตั้งนาลิกา” ในมาตรา ๗ ซึ่งไม่ตรงกันกับที่พระมหาราชครูมหิธรกราบบังคมทูล ได้พิเคราะห์หาร่องรอยที่จะสันนิษฐานว่า
เหตุไรพระมหาราชครูมหิธรจึงกราบบังคมทูลดั่งนี้ จะหลงก็มาสม เพราะพระราชบัญญัติก็สั้นมีความเพียง ๗
มาตราเท่านั้น จะว่ามาตราที่กล่าวถึง “นาลิกา” นี้เติมเข้าไปภายหลัง ก็มิต้องเติมภายหลังพระราชกำหนดใหม่
ซึ่งมีปีเดือนวันคืนแห่งพระบรมราชโองการแน่นอนว่า จุลศักราช ๑๑๕๗ ปีเถาะ ฯลฯ หรือและเช่นนั้น
เหตุไรจึงเติมลงไปในพระราชบัญญัติโบราณ ในเมื่อมีพระราชกำหนดใหม่ระบุความค้านอยู่ชัดๆ ดั่งนี้
หรือจะเติมลงระหว่างตอนกลางหรือปลายของกรุงศรีอยุธยา และพระมหาราชครูมิได้ฉบับมีมาตรา ๗ นี้เดิมไว้ข้างท้าย
เพราะกฎหมายนั้นยังมิได้ชำระเสร็จ เมื่อทรงสั่งในรัชกาลที่ ๑ เรื่องไม่ให้ใช้นาระกาสำหรับพิสูจน์ดำน้ำนี้
ไปมาก็ไม่มีใครตัดสินทางใดลงไปได้ เลยต้องนั่งหัวเราะกันอยู่
ฝ่ายชาวนาฬิกาที่ใช้นาฬิกาขันลอยน้ำเฝ้าดูอยู่เป็นนิจนั้นเห็นเข้าใจได้บ้างว่าลางฤดูกลางวันมากไปกลางคืนน้อ
ยลางฤดูทุ่มโมงกลางวันกลางคืนเสมอเท่ากันทุกขัน ถึงกระนั้นจะยักย้ายธรรมเนียมใหม่ คือ ให้เอกกลางวันเป็น
13 โมง 14 โมง กลางคืน เป็น 10 โมง 11 โมง หรือจะย่ำค่ำต่อวันย้ำรุ่งต่อสายตามขณะขันจมเป็นจริงนั้นก็ไม่ได้
ไม่มีใครเชื่อกลับดิเตียนว่านาฬิกาไม่ถูก ชาวนาฬิกาก็ต้องหนุน ล่ม ๆ ผิด ๆ ถูก ๆ
ไปจะจัดแจงให้เรียบร้อยเสมอกันก็ไม่ได้ เพราะไม่รู้จักลักษณะพระอาทิตย์โคจรตามฤดูกาลเป็นเที่ยงได้
ไม่มีใครวางกำหนดให้ตามฤดู เพราะฉะนั้นทุ่มโมงหลายแห่งก็ดีไม่ถูกกันผิดกันหลายบาทนาฬิกา
แต่คนทั้งปวงในพระนครโดยมาก ก็เชื่อว่าทุ่มโมงในพระบรมมหาราชวังในพระบวรราชวังถูกต้องแน่นอนเป็นนิจ
เพราะมีผู้พนักงานผลัดเปลี่ยนกันเฝ้าดูแลตรวจตรา แลมีโหราจารย์ดูแลอยู่
ฝ่ายพนักงานเมื่อจะบอกบาทนาฬิกาตามฤกษ์ยามโหรให้ในกาลใด ๆ เมื่อฤดูต้องหนุน ต้องล่ม
ก็คะเนบอกบาทขาด ๆ เกิน ๆ ผิดๆ ไปคงให้ได้แต่ความแต่ว่าโมงละ10 บาท อยู่นั้นเอง
ดูการฟั่นฟือนเลื่อนเปื้อนเลอะเทอะนักหนาเป็นที่อัปยศอดสูแก่แขกเมืองคนนอกประเทศที่เขาใช้นาฬิกากล
ใส่พกติดตัวเที่ยวมาเที่ยวไป เขาจะได้ยินทุ่งโมงตีสั้น ๆ ยาว ๆ ผิดไปกว่าทุ่มโมงที่จริงนั้น
จะเป็นเหตุให้เขาหัวเราะเยาะเย้ยได้ ว่าเมืองเราใช้เครื่องมือนับทุ่มโมง เวลาหยาบคายนักไม่สมควรเลย
เพราะเหตุฉะนั้นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพิจารณาตรวจตราคำนวณความดำเนินพระอาทิ
ตย์ในฤดูทั้งปวงสอบกับนาฬิกาที่ดีมาหลายปี ทรงทราบถ้วนถี่ทุกประการแจ้งในพระราชหฤทัยแล้ว (คัดจาก
ประกาศรัชกาลที่ 4 ฉบับที่ 306 พ.ศ.2411)
ค้นคว้าจากพจนานุกรมไทย-บาลี ฉบับภูมิพโลได้ความว่า
นาฬิเกร หมายถึง ต้นมะพร้าว
นาฬิเกริก หมายถึง เป็นของต้นมะพร้าว
นาฬิกา หมายถึง มาตรวัดความจุ(เช่นทะนาน)/กะลามะพร้าว
กะลาที่เจาะรูใช้ลอยน้ำพอกะลาจมก็ตีฆ้องหรือกลอง เรียกว่า ๑ นาฬิกา
นี่คือการบอกเวลาแบบไทยๆในยุคสมัยก่อน จนกระทั่งสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ประเทศไทยได้เปิดรับอารยธรรมตะวันตกมากขึ้น
รัชกาลที่ 4 ทรงมีพระอัจฉริยภาพทางด้านดาราศาสตร์และวิทยาศาสตร์เป็นอย่างมาก ก็อย่างที่ทราบกันดีว่า ทรงสามารถคำนวณการเกิดสุริยุปราครา ที่ต.หว้ากอ
จ.ประจวบคีรีขันธ์ได้ ทรงมีพระราชดำริว่า
"...จะเป็นเหตุให้เขาหัวเราะเยาะเย้ยได้ว่าเมืองเรา ใช้เครื่องมือนับทุ่มโมง เวลาหยาบคายนักไม่สมควรเลย เพราะเหตุฉะนี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ได้ทรงพินิจพิจารณาตรวจตราคำนวณความดำเนินพระอาทิตย์ ให้ฤดูทั้งปวงสอบกับนาฬิกา ที่ดีมาหลายปีทรงทราบถ้วนถี่ทุกประการ แจ้งในพระราชหฤทัยแล้ว..."
รัชกาลที่ 4 จึงทรงโปรดเกล้า ฯ ให้สร้าง “พระที่นั่งภูวดลทัศไนย” ซึ่งตั้งอยู่ด้านเหนือของพระที่นั่งอนันตสมาคม(เดิม) ตรงพุทธนิเวศน์
พระที่นั่งนี้เป็นพระที่นั่งตึกสูง 5 ชั้น ชั้นบนสุดติดตั้งนาฬิกาขนาดใหญ่ทั้ง 4 ด้าน มีพระราชประสงค์ให้ใช้เป็นหอนาฬิกาหลวง
เพื่อทำหน้าที่บอกและรักษาเวลามาตรฐาน ดังปรากฏในประกาศรัชกาลที่ 4 ฉบับที่ 306, พ.ศ. 2411
พระที่นั่งองค์นี้ ทรงกำหนดให้เส้นแวง 100 องศา 29 ลิปดา 50 ฟิลิปดา ตะวันออก เป็นเส้นแวงหลักผ่านพระที่นั่งภูวดลทัศไนย และได้โปรดฯ
ให้มีเจ้าหน้าที่รักษาเวลามาตรฐาน ประจำหอนาฬิกาหลวง ซึ่งนับว่าเป็นตำแหน่งงานทางวิทยาศาสตร์ไทยชุดแรก คือตำแหน่งพันทิวาทิตย์
มีหน้าที่เทียบเวลากลางวันจากดวงอาทิตย์ และตำแหน่งพันพินิตจันทรา ทำหน้าที่เทียบเวลากลางคืนจากดวงจันทร์
โดยสังเกตจากดวงอาทิตย์หรือดวงจันทร์ที่เคลื่อนผ่านเมอริเดียนของสถานที่สังเกตการณ์ของบุคคลทั้งสอง ซึ่งก็คือ พระที่นั่งภูวดลทัศไนย
และจากการที่ทรงได้สังเกตดวงอาทิตย์บนท้องฟ้ามานานหลายปี ทรงพบว่าการขึ้น ตก และแนวการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์ในเดือนต่างๆ นั้น
แตกต่างกัน ที่หอนาฬิกาหลวงจึงมีการคำนวณทางดาราศาสตร์เป็นรายวันทุกๆ วัน เพื่อตั้งปรับเวลาที่หอนาฬิกาหลวงตามที่ได้คำนวณไว้ล่วงหน้า
เพื่อให้เป็นเวลามาตรฐานกรุงเทพปานกลาง หรือที่เรียกว่า Bangkok mean time ซึ่งเป็นเวลาที่เร็วกว่าที่กรีนิช 6 ชั่วโมง 42 นาที
ดังนั้นประเทศไทยของเราจึงมีเวลามาตรฐานเป็นของตัวเองตั้งแต่ปี พ.ศ. 2400 และได้มีการออกพระราชกำหนดเรื่องนาฬิกา ในปี พ.ศ. 2411
อันเป็นปีสุดท้ายแห่งรัชกาล
Wednesday, January 12, 2011
กระต่ายหมายจันทร์
เพลงนี้เป็นเพลงใหม่ของ อาจารย์ ดนู ฮันตระกูล
อยู่ใน ชุด " เสน่หา "
เป็น เพลง.....ที่น่าฟังอีกเพลงหนึ่ง......จะเป็นการตัดพ้อระหว่างผู้ชายกับผู้หญิงรองฟังดูนะครับมันน่ารักดีนะครับ
Wednesday, January 6, 2010
ความหมาย จร-ระ-กา กับ จร- ละ - กัน
จร-ระ-กา กับ จร - ละ - กัน
สวัสดีครับ กลัมมาอีกแล้ว ตามคำเรียกร้อง ในวันนี้ผมขออธิบายในคำว่า จร-ระ-กา นะครับ ในที่นี้ คำๆนี้ จะเพี้ยนมาจาก คำว่า จร มีความหมายถึงการ " จร " และ "จากจร" หรือเรียกกันง่ายๆก็คือการเดินทางจากที่แห่งหนึ่งไปอีกที่แห่งหนึ่ง ระกา หรือ ละกัน มันก็คือ " การเดินทางด้วยกันพร้อมกับผองเพื่อนๆ พี่ๆน้องๆ " หรือ อีกความหมายหนึ่ง ก็ คือ "การเดินทางเป็นหมู่คณะไปไหนมาไหนพร้อมๆกันนั้นเอง" หลายคนจะคิดว่าทำไม๊.....คุณจะต้องใช้คำที่สูงศักดิ์ อย่างนี้ละ.....แต่ผมมีความคิดว่ามันเป็น คำบ้านๆ คำหนึ่ง...มันก็เท่านั้นเอง....ละคุณจะคิดถึงอะไรที่มันใหญ่ยิ่งและ ยิ่งใหญ่กันไปทำไม่....มันก็คำพูดคำพูดหนึ่งที่ใช้ในหมู่เพื่อนฝูงแถมยังเป็นคำง่ายๆสบายๆและจริงใจเสียด้วยซ้ำ
การเดินทางเป็นหมู่คณะเป็นการเดินทางและยังเป็นรูปแบบของการเดินทางของคนเรามาช้านานแล้วละ รองสืบค้นไปในสมัยต่าง ๆ มันก็มีมาตั้งแต่ครั้งสมัยโบร้ำ-โบราณ....แล้วคุณ การเดินทางไปเที่ยวร่วมกับเพื่อนที่รู้ใจหรือญาติสนิทมันมีความสุขกันแค่ไหน....คิดๆดูแล้วมันก็เป็นรูปแบบของธุรกิจที่ทันสมัยด้วยนะ....จะว่ากันไปแล้วนะมันก็เป็นรูปแบบดั้งเดิมของการดำเนินธุรกิจทัวร์ละ
แล้วมันจะมีความเป็นมากันอย่างไร.....ในครั้งหน้าผมจะกลับมาเล่าให้พวกคุณฟังกันอีกที......
ขอให้โชคดี.....กันเถอะ....พี่น้องชาวไทย
สวัสดีครับ กลัมมาอีกแล้ว ตามคำเรียกร้อง ในวันนี้ผมขออธิบายในคำว่า จร-ระ-กา นะครับ ในที่นี้ คำๆนี้ จะเพี้ยนมาจาก คำว่า จร มีความหมายถึงการ " จร " และ "จากจร" หรือเรียกกันง่ายๆก็คือการเดินทางจากที่แห่งหนึ่งไปอีกที่แห่งหนึ่ง ระกา หรือ ละกัน มันก็คือ " การเดินทางด้วยกันพร้อมกับผองเพื่อนๆ พี่ๆน้องๆ " หรือ อีกความหมายหนึ่ง ก็ คือ "การเดินทางเป็นหมู่คณะไปไหนมาไหนพร้อมๆกันนั้นเอง" หลายคนจะคิดว่าทำไม๊.....คุณจะต้องใช้คำที่สูงศักดิ์ อย่างนี้ละ.....แต่ผมมีความคิดว่ามันเป็น คำบ้านๆ คำหนึ่ง...มันก็เท่านั้นเอง....ละคุณจะคิดถึงอะไรที่มันใหญ่ยิ่งและ ยิ่งใหญ่กันไปทำไม่....มันก็คำพูดคำพูดหนึ่งที่ใช้ในหมู่เพื่อนฝูงแถมยังเป็นคำง่ายๆสบายๆและจริงใจเสียด้วยซ้ำ
การเดินทางเป็นหมู่คณะเป็นการเดินทางและยังเป็นรูปแบบของการเดินทางของคนเรามาช้านานแล้วละ รองสืบค้นไปในสมัยต่าง ๆ มันก็มีมาตั้งแต่ครั้งสมัยโบร้ำ-โบราณ....แล้วคุณ การเดินทางไปเที่ยวร่วมกับเพื่อนที่รู้ใจหรือญาติสนิทมันมีความสุขกันแค่ไหน....คิดๆดูแล้วมันก็เป็นรูปแบบของธุรกิจที่ทันสมัยด้วยนะ....จะว่ากันไปแล้วนะมันก็เป็นรูปแบบดั้งเดิมของการดำเนินธุรกิจทัวร์ละ
แล้วมันจะมีความเป็นมากันอย่างไร.....ในครั้งหน้าผมจะกลับมาเล่าให้พวกคุณฟังกันอีกที......
ขอให้โชคดี.....กันเถอะ....พี่น้องชาวไทย
Wednesday, December 23, 2009
ราศีกลุ่มคนในประเทศไทย
โดย Mr. Thailand
ข้อมูล จาก คุณพิฆเนศ สุขสมจิตร
คนเราทุกๆคนย่อมจะมีวันเกิดประจำตัวกันทั้งนั้น ไม่ว่าพวกคุณ จะเป็นคนที่เกิดใน วันจันทร์ วันอังคาร วันพุธ ฯลฯ จนมาถึงวันอาทิตย์ แล้วมันจะแตกต่างกันอย่างไร มันก็แค่วันต่างๆ ในสัปดาห์ เท่านนั้นเอง หา.....พวกคุณๆ.....คิดกันอย่างนั้นนะหรือ.........แต่ผมคนหนึ่งละที่ไม่ได้คิดอย่างนั้น เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า
วันอาทิตย์
ความร้อนแรงของดวงอาทิตย์......ยังคงแผดเผา.....ให้หลายต่อหลายอย่างมอดไหม้เป็นจุนไปได้.......แต่ผู้ที่เกิดวันอาทิตย์ ในปี พ.ศ. 2553 ที่กำลังจะมาถึงนี้คงจะต้องสงบปากและสงบคำลงบ้างก็จะเป็นการที่ดี....และสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในปีขาลนี้.....คงจะมีการแปลเปลี่ยนไปบ้างไม่มากก็น้อย.....คนที่เกิดในวันอาทิตย์คงจะต้องเป็นผู้ที่รอโอกาสดังเสือสุ่มเพื่อคอยตะคลุบเหยื่อฉันใดก็ฉันนั้น
วันนี้คงนำเสนอแค่คนที่เกิดในวันอาทิตย์ก่อนนะครับ
ขอให้โชคดี......เถอะพี่น้องชาวไทย
ข้อมูล จาก คุณพิฆเนศ สุขสมจิตร
คนเราทุกๆคนย่อมจะมีวันเกิดประจำตัวกันทั้งนั้น ไม่ว่าพวกคุณ จะเป็นคนที่เกิดใน วันจันทร์ วันอังคาร วันพุธ ฯลฯ จนมาถึงวันอาทิตย์ แล้วมันจะแตกต่างกันอย่างไร มันก็แค่วันต่างๆ ในสัปดาห์ เท่านนั้นเอง หา.....พวกคุณๆ.....คิดกันอย่างนั้นนะหรือ.........แต่ผมคนหนึ่งละที่ไม่ได้คิดอย่างนั้น เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า
วันอาทิตย์
ความร้อนแรงของดวงอาทิตย์......ยังคงแผดเผา.....ให้หลายต่อหลายอย่างมอดไหม้เป็นจุนไปได้.......แต่ผู้ที่เกิดวันอาทิตย์ ในปี พ.ศ. 2553 ที่กำลังจะมาถึงนี้คงจะต้องสงบปากและสงบคำลงบ้างก็จะเป็นการที่ดี....และสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในปีขาลนี้.....คงจะมีการแปลเปลี่ยนไปบ้างไม่มากก็น้อย.....คนที่เกิดในวันอาทิตย์คงจะต้องเป็นผู้ที่รอโอกาสดังเสือสุ่มเพื่อคอยตะคลุบเหยื่อฉันใดก็ฉันนั้น
วันนี้คงนำเสนอแค่คนที่เกิดในวันอาทิตย์ก่อนนะครับ
ขอให้โชคดี......เถอะพี่น้องชาวไทย
Bangkok Creative City
Bangkok Creative City
โดย : พิฆเนศ สุขสมจิตร
เมื่อไม่นานมานี้ผมได้มีโอกาส เข้าร่วมการสัมมนา โครงการหนึ่งมันน่าสนใจมากเลยจนอดไม่ได้ที่จะขอนำเสนอรายละเอียดของโครงการดังกว่า โดยขอนำเสนอการสรุปการสัมมนาในหัวข้อ “ กรุงเทพฯเมืองสร้างสรรค์ ” ( Bangkok Creative City) กำหนดการของการสัมมนาในครั้งนี้จะแบ่งออกเป็น 2 วัน โดยในวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 เป็นการนำเสนอผลการวิจัยในหัวข้อ
“ Bangkok Creative Spaces ” และ ในวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2552 จะเป็นการสัมมนา หัวข้อ “ การพัฒนากรุงเทพฯ สู่เมืองสร้างสรรค์ ” ซึ่งผมจะขอนำเสนอการสรุปในภาพรวมของการสัมมนาฯ มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
1)ในวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ.2552เป็นการนำเสนอผลการวิจัยในหัวข้อ
“ Bangkok Creative Spaces ” สาระสำคัญจะเป็นการนำเสนองานวิจัยของศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ Thailand Creative & Design : TCDC มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
ในรูปแบบการใช้ชีวิตของคนในวัยทำงาน คือ อายุเฉลี่ยของกลุ่มคนกลุ่มนี้จะอยู่ระหว่างอายุ 18 - 55 ปี จากแต่เดิม
(ระหว่างปี พ.ศ. 2547-2552)นั้น การเลือกที่พักอาศัยของกลุ่มวัยทำงานจะให้ความสำคัญของการจัดสร้างที่อยู่อาศัยเป็นหลัก ตัวอย่างเช่น จะคำนึงถึงการคมนาคมและการขนส่ง การเดินทางจากที่พักอาศัยของตนเองไปยังสถานที่ทำงาน หรือ ปัจจัยทางด้านอืน ๆ เป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกที่พักอาศัย หรือ คำจำกัดความที่ว่า “ จะใช้ลักษณะของตัวงานและการประกอบอาชีพของตนเองเป็นตัวตั้งเพื่อที่จะทำการเลือกที่พักอาศัย ”
แต่ในสภาวการณ์ปัจจุบัน (ปีพ.ศ.2552) คนวัยทำงานกลุ่มนี้ (เป็นกลุ่มชนที่ใหญ่มาก มีความเชื่อมั่นและมีความเป็นตัวของตัวเองสูง อีกทั้งยังมีกำลังซื้อที่สูงอีกด้วย) จะใช้ความต้องการส่วนตัวและความชื่นชอบการออกแบบเมืองเป็นปัจจัยหลักในการเลือกที่อยู่อาศัย ซึ่งข้อมูลจากงานวิจัยฯได้ชี้ให้เห็นว่าคนกลุ่มนี้จะคำนึงถึงความสะดวกสบายและความต้องการของตนเองเป็นตัวตั้งหลักสำคัญ เพื่อที่จะทำการเลือกที่พักอาศัย และหมายรวมถึงความชื่นชอบของกลุ่ม หรือ สังคมที่คนๆนั้นสังกัดอยู่เป็นหลัก การคำนึงถึงรูปและลักษณะการทำงานของตนเองจะเป็นปัจจัยตัวรองๆลงไป เพื่อที่จะเลือกที่อยู่อาศัย
ปัจจุบันนี้สามารถสังเกตได้ว่าบนถนนรัชดาฯ ได้มีการก่อสร้างคอนโดมิเนี่ยมมากขึ้น ในห้างสรรพสินค้าต่างๆ มีการปรับปรุงให้ทันสมัยมากยิ่งขึ้น การสร้างและปรับปรุงโรงแรมใหญ่ระดับ 4–5 ดาว ก็มีมากขึ้นบนถนนรัชดาฯ เพื่อเป็นการรองรับความต้องการของคนกลุ่มนี้ โดยเฉพาะ
การกำหนดแผนงานและนโยบายของภาครัฐบาลในปัจจุบันได้มีการปรับปรุงเพื่อให้ทันต่อความต้องการของกลุ่มคนวัยทำงานมากยิ่งขึ้นด้วย ซึ่งกลุ่มวัยทำงานกลุ่มนี้เป็นกลุ่มคนที่ใหญ่มากที่สุดในจำนวนของประชากรที่พักอาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร สังเกตเห็นได้จากนโยบายของภาครัฐบาลที่ได้กำหนดให้มีการขยายและจัดสร้างเส้นทางรถไฟฟ้าทั้งบนดินและใต้ดินเพิ่มเติม และเป็นการอำนวยความสะดวกของกลุ่มคนวัยทำงาน ทั้งยังเป็นการสอดรับกับความต้องการของประชาชนกรที่พักอาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานครอีกทางหนึ่ง
2)ในวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2552 เป็นการนำเสนอการบรรยายในหัวข้อ “ แนวทางใหม่ในการวางแผนเชิงกลยุทธ์และการออกแบบชุมชนเมืองเพื่อบ่มเพาะความสร้างสรรค์ในมหานครของโลก ซึ่งจะเป็นการรวบรวมข้อมูลและเป็นการกำหนดกลยุทธ์การใช้ที่ดิน และนโยบายการพัฒนาที่ดินอย่างสร้างสรรค์มีการกำหนดโครงการลงทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานซึ่งจะเป็นการส่งเสริมให้เกิด “ เขตสร้างสรรค์ ” ในกรุงเทพฯมหานคร และการนำเสนอแผนการสำรวจแผนที่ขุมทรัพย์แห่งทักษะของมหานครกรุงเทพ (Skills Mapping) ซึ่งจะเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพที่เต็มไปด้วยชุมชนคนสร้างสรรค์ใน 6 ย่านดังในพื้นที่กรุงเทพมหานคร อันประกอบไปด้วย
จตุจักร: ตลาดนัดต้นตอห่วงโซ่ธุรกิจสร้างสรรค์ ตั้งแต่วัตถุดิบ ยันชิ้นงานสร้างสรรค์ส่งตรงถึงมือผู้บริโภค
ทองหล่อ: ถนนที่รวมทุกปัจจัยของเมืองสร้างสรรค์ ต้นกำเนิดเครือข่ายกิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อชุมชนและสังคม
สยามสแควร์: รัยเวย์แฟชั่นของวัยรุ่นทุกยุคทุกสมัยและเป็นที่แจ้งเกิดของแบรนด์แฟชั่นไทย
ทาวน์ อิน ทาวน์: เมืองเล็กของมนุษย์งานด้านเอเจนซี่ ศูนย์รวมบริการของธุรกิจโฆษณาและภาพยนตร์
อาร์.ซี.เอ. : แหล่งรวมค่ายเพลงอินดี้ ศูนย์กลางธุรกิจดนตรีและสถานบันเทิง
สุขุมวิท : ย่านธุรกิจบริการและที่อยู่อาศัยเพื่อรองรับชาวต่างชาติ
ในการนี้ขอสรุปสาระและความสำคัญจากการสัมมนาและสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) ดังนี้
1) ทางด้านฝ่ายสินค้าการท่องเที่ยวสามารถนำแนวคิดนี้มาปรับปรุงแผนการส่งเสริมสินค้าทางการท่องเที่ยวในภาคกลาง(กรุงเทพมหานคร) ได้ต่อไปในอนาคต
2) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สามารถนำนโยบายและกลยุทธ์วิธีต่างๆที่เกิดขึ้นนี้ มาสรรค์สร้างเพื่อทำให้เกิดแนวทางใหม่ๆ และ อาชีพใหม่ ๆ ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในประเทศไทยได้ต่อไป
ในการนี้พวกเราคนไทยด้วยกันคงจะต้องมีการร้องเพลงรอกันต่อไป ว่า...ท่านผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย คนใหม่คนนี้......จะมีแนวทางและนโยบายในการทำงานอย่างไรบ้าง......พวกเราก็คงต้องรอกันต่อไป........จนกว่าวันนั้นจะมาถึงถ้าพวกเราคนไทยด้วยกัน...........ยังมีความโชคดีกัน..........อยู่
สวัสดี พี่น้องชาวไทย
Mr. Thailand
30 ธันวาคม 2552
11:30 น.
โดย : พิฆเนศ สุขสมจิตร
เมื่อไม่นานมานี้ผมได้มีโอกาส เข้าร่วมการสัมมนา โครงการหนึ่งมันน่าสนใจมากเลยจนอดไม่ได้ที่จะขอนำเสนอรายละเอียดของโครงการดังกว่า โดยขอนำเสนอการสรุปการสัมมนาในหัวข้อ “ กรุงเทพฯเมืองสร้างสรรค์ ” ( Bangkok Creative City) กำหนดการของการสัมมนาในครั้งนี้จะแบ่งออกเป็น 2 วัน โดยในวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 เป็นการนำเสนอผลการวิจัยในหัวข้อ
“ Bangkok Creative Spaces ” และ ในวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2552 จะเป็นการสัมมนา หัวข้อ “ การพัฒนากรุงเทพฯ สู่เมืองสร้างสรรค์ ” ซึ่งผมจะขอนำเสนอการสรุปในภาพรวมของการสัมมนาฯ มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
1)ในวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ.2552เป็นการนำเสนอผลการวิจัยในหัวข้อ
“ Bangkok Creative Spaces ” สาระสำคัญจะเป็นการนำเสนองานวิจัยของศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ Thailand Creative & Design : TCDC มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
ในรูปแบบการใช้ชีวิตของคนในวัยทำงาน คือ อายุเฉลี่ยของกลุ่มคนกลุ่มนี้จะอยู่ระหว่างอายุ 18 - 55 ปี จากแต่เดิม
(ระหว่างปี พ.ศ. 2547-2552)นั้น การเลือกที่พักอาศัยของกลุ่มวัยทำงานจะให้ความสำคัญของการจัดสร้างที่อยู่อาศัยเป็นหลัก ตัวอย่างเช่น จะคำนึงถึงการคมนาคมและการขนส่ง การเดินทางจากที่พักอาศัยของตนเองไปยังสถานที่ทำงาน หรือ ปัจจัยทางด้านอืน ๆ เป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกที่พักอาศัย หรือ คำจำกัดความที่ว่า “ จะใช้ลักษณะของตัวงานและการประกอบอาชีพของตนเองเป็นตัวตั้งเพื่อที่จะทำการเลือกที่พักอาศัย ”
แต่ในสภาวการณ์ปัจจุบัน (ปีพ.ศ.2552) คนวัยทำงานกลุ่มนี้ (เป็นกลุ่มชนที่ใหญ่มาก มีความเชื่อมั่นและมีความเป็นตัวของตัวเองสูง อีกทั้งยังมีกำลังซื้อที่สูงอีกด้วย) จะใช้ความต้องการส่วนตัวและความชื่นชอบการออกแบบเมืองเป็นปัจจัยหลักในการเลือกที่อยู่อาศัย ซึ่งข้อมูลจากงานวิจัยฯได้ชี้ให้เห็นว่าคนกลุ่มนี้จะคำนึงถึงความสะดวกสบายและความต้องการของตนเองเป็นตัวตั้งหลักสำคัญ เพื่อที่จะทำการเลือกที่พักอาศัย และหมายรวมถึงความชื่นชอบของกลุ่ม หรือ สังคมที่คนๆนั้นสังกัดอยู่เป็นหลัก การคำนึงถึงรูปและลักษณะการทำงานของตนเองจะเป็นปัจจัยตัวรองๆลงไป เพื่อที่จะเลือกที่อยู่อาศัย
ปัจจุบันนี้สามารถสังเกตได้ว่าบนถนนรัชดาฯ ได้มีการก่อสร้างคอนโดมิเนี่ยมมากขึ้น ในห้างสรรพสินค้าต่างๆ มีการปรับปรุงให้ทันสมัยมากยิ่งขึ้น การสร้างและปรับปรุงโรงแรมใหญ่ระดับ 4–5 ดาว ก็มีมากขึ้นบนถนนรัชดาฯ เพื่อเป็นการรองรับความต้องการของคนกลุ่มนี้ โดยเฉพาะ
การกำหนดแผนงานและนโยบายของภาครัฐบาลในปัจจุบันได้มีการปรับปรุงเพื่อให้ทันต่อความต้องการของกลุ่มคนวัยทำงานมากยิ่งขึ้นด้วย ซึ่งกลุ่มวัยทำงานกลุ่มนี้เป็นกลุ่มคนที่ใหญ่มากที่สุดในจำนวนของประชากรที่พักอาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร สังเกตเห็นได้จากนโยบายของภาครัฐบาลที่ได้กำหนดให้มีการขยายและจัดสร้างเส้นทางรถไฟฟ้าทั้งบนดินและใต้ดินเพิ่มเติม และเป็นการอำนวยความสะดวกของกลุ่มคนวัยทำงาน ทั้งยังเป็นการสอดรับกับความต้องการของประชาชนกรที่พักอาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานครอีกทางหนึ่ง
2)ในวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2552 เป็นการนำเสนอการบรรยายในหัวข้อ “ แนวทางใหม่ในการวางแผนเชิงกลยุทธ์และการออกแบบชุมชนเมืองเพื่อบ่มเพาะความสร้างสรรค์ในมหานครของโลก ซึ่งจะเป็นการรวบรวมข้อมูลและเป็นการกำหนดกลยุทธ์การใช้ที่ดิน และนโยบายการพัฒนาที่ดินอย่างสร้างสรรค์มีการกำหนดโครงการลงทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานซึ่งจะเป็นการส่งเสริมให้เกิด “ เขตสร้างสรรค์ ” ในกรุงเทพฯมหานคร และการนำเสนอแผนการสำรวจแผนที่ขุมทรัพย์แห่งทักษะของมหานครกรุงเทพ (Skills Mapping) ซึ่งจะเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพที่เต็มไปด้วยชุมชนคนสร้างสรรค์ใน 6 ย่านดังในพื้นที่กรุงเทพมหานคร อันประกอบไปด้วย
จตุจักร: ตลาดนัดต้นตอห่วงโซ่ธุรกิจสร้างสรรค์ ตั้งแต่วัตถุดิบ ยันชิ้นงานสร้างสรรค์ส่งตรงถึงมือผู้บริโภค
ทองหล่อ: ถนนที่รวมทุกปัจจัยของเมืองสร้างสรรค์ ต้นกำเนิดเครือข่ายกิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อชุมชนและสังคม
สยามสแควร์: รัยเวย์แฟชั่นของวัยรุ่นทุกยุคทุกสมัยและเป็นที่แจ้งเกิดของแบรนด์แฟชั่นไทย
ทาวน์ อิน ทาวน์: เมืองเล็กของมนุษย์งานด้านเอเจนซี่ ศูนย์รวมบริการของธุรกิจโฆษณาและภาพยนตร์
อาร์.ซี.เอ. : แหล่งรวมค่ายเพลงอินดี้ ศูนย์กลางธุรกิจดนตรีและสถานบันเทิง
สุขุมวิท : ย่านธุรกิจบริการและที่อยู่อาศัยเพื่อรองรับชาวต่างชาติ
ในการนี้ขอสรุปสาระและความสำคัญจากการสัมมนาและสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) ดังนี้
1) ทางด้านฝ่ายสินค้าการท่องเที่ยวสามารถนำแนวคิดนี้มาปรับปรุงแผนการส่งเสริมสินค้าทางการท่องเที่ยวในภาคกลาง(กรุงเทพมหานคร) ได้ต่อไปในอนาคต
2) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สามารถนำนโยบายและกลยุทธ์วิธีต่างๆที่เกิดขึ้นนี้ มาสรรค์สร้างเพื่อทำให้เกิดแนวทางใหม่ๆ และ อาชีพใหม่ ๆ ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในประเทศไทยได้ต่อไป
ในการนี้พวกเราคนไทยด้วยกันคงจะต้องมีการร้องเพลงรอกันต่อไป ว่า...ท่านผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย คนใหม่คนนี้......จะมีแนวทางและนโยบายในการทำงานอย่างไรบ้าง......พวกเราก็คงต้องรอกันต่อไป........จนกว่าวันนั้นจะมาถึงถ้าพวกเราคนไทยด้วยกัน...........ยังมีความโชคดีกัน..........อยู่
สวัสดี พี่น้องชาวไทย
Mr. Thailand
30 ธันวาคม 2552
11:30 น.
การท่องเที่ยวแนวใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในประเทศไทย
ข้อมูลโดย : พิฆเนศ สุขสมจิตร
เอกสารประกอบ : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
1)รูปแบบในการจัดการอตุสาหกรรมท่องเที่ยวในประเทศไทยแบบเดิม คือ จะให้ ความสำคัญของวิธีการจัดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ในการกำหนดหลักการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (ระหว่างปี 2549 - 2552) โดยได้กำหนดเอาไว้ว่า “ การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ” จะเป็นทางออกอีกทางหนึ่งในการแก้ปัญหาการท่องเที่ยว (ในครั้งอดีต) ซึ่งได้มีการรวบรวมปัญหาต่างๆ และวิธีการแก้ไขความเสื่อมโทรมของแหล่งท่องเที่ยว ปัญหาชุมชนท้องถิ่นที่ไม่ได้รับประโยชน์ และไม่มีส่วนร่วม หรือ ปัญหาที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความไม่ยั่งยืนของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ให้เป็นไปตามขั้นตอนและกิจกรรมชนิดต่างๆ ให้เกิดผลตอบแทนสูงสุด
ในครั้งอดีตนั้นการจัดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนนี้จัดให้เป็นหลักการและได้นำไปใช้ กับ กิจกรรมเพื่อการดำเนินกิจการของสถานประกอบการ และ การจัดการโครงการต่างๆ ที่มีส่วนเกี่ยวของกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
กระแสการท่องเที่ยวยั่งยืนในครั้งอดีต (ระหว่างปี 2549 - 2552) นั้น จะมีปัจจัยหลายๆ ด้านที่สามารถสร้างให้เป็นโอกาสทางการตลาดของการท่องเที่ยว แนวทางการส่งเสริมศักยภาพและกำหนดทิศทาง และ การเติบโตของการท่องเที่ยว ยังเป็นเครื่องมือที่มีสำคัญในการนำไปใช้เพื่อแก้ไขปัญหาด้านต่าง ๆ
2.) การสัมมนาฯในครั้งนี้ ได้มีการขอยกตัวอย่าง และ การนำเสนอของกระแสการท่องเที่ยวของโลกสมัยใหม่ (ระหว่างปี 2553 - 2557 ) ที่จะเกิดขึ้นดังนี้
2.1 พฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวโลกที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่เป็นอยู่ จากการประมวลสถานการณ์ และ เอกสารทางด้านวิชาการ มีรายละเอียดดังนี้
- นักท่องเที่ยวมีความต้องการ การท่องเที่ยวในรูปแบบเฉพาะมีมากขึ้น
- การเลือกเดินทางท่องเที่ยวอย่างรู้คุณค่า
- การแสวงหาประสบการณ์ การเรียนรู้ และมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ มากขึ้น
- ท่องเที่ยวอย่างมีจิตสำนึก ห่วงใยสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น
- มุ่งเน้นความสะดวกและการบริการที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น
3)กลุ่มนักวิชาการณ์ และ ผู้เข้าร่วมฯ ได้มีการวิเคราะห์ถึงความต้องการของผู้บริโภค และ นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ ระหว่าง ปี พ.ศ. 2550 – 2552 ดังนี้
กลุ่มตลาดนักท่องเที่ยวชาวเยอรมนี : นักท่องเที่ยวจะให้ความสำคัญกับคุณภาพสิ่งแวดล้อมในแหล่งท่องเที่ยวเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ
กลุ่มตลาดของนักท่องเที่ยวชาวอิตาลี : 94 % ของนักท่องเที่ยวสนับสนุนมาตรการในการรักษาสิ่งแวดล้อมของที่พัก และ
อีก 90 % จะเลือกที่พักที่มีเครื่องหมาย ECO-LABEL
กลุ่มตลาดของนักท่องเที่ยว สหราชอาณาจักร : นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ต้องการอุตสาหกรรมที่มีจริยธรรมและเต็มใจที่จะจ่ายเพื่อสิ่งนั้น
กลุ่มตลาดของนักท่องเที่ยวชาวสหรัฐอเมริกา: มีนักท่องเที่ยวที่มากกว่า 75 % ยึดมั่นว่าการเดินทางท่องเที่ยวของพวกเขาจะไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมและ 38% เต็มใจที่จะจ่ายเพิ่มเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม และนักท่องเที่ยว 80 % มีความเห็นว่าการอนุรักษ์เป็นสิ่งที่สำคัญ แต่มีเพียงแค่ 14 % ที่จะคำนึงถึงที่พักที่มีมาตรการรักษาสิ่งแวดล้อม เป็นสำคัญ
ลักษณะของสินค้าทางการท่องเที่ยวในประเทศไทยและกิจกรรมที่ยังได้รับความนิยมของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ยังคงอยู่เช่นเดิมประกอบไปด้วย
• หาดทราย-ชายทะเล / ชมเมือง / ทิวทัศน์ / น้ำตก / ป่าเขา
• วัฒนธรรม/ประเพณี
• Shopping/สถานบันเทิง
• ฯลฯ
4)นักวิชาการได้ทำการวิเคราะห์และนำเสนอคุณลักษณะของสินค้าทางการท่องเที่ยวในประเทศไทยและกิจกรรมต่างๆ ที่จะก่อให้เกิดกระแสความนิยมในอนาคต คือ
* การมุ่งความสนใจเฉพาะด้าน ในสินค้าท่องเที่ยว เช่น การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ/
ดำน้ำ/การท่องเที่ยวเชิงผจญภัย
* การสร้างเสริมประสบการณ์ และ การเรียนรู้สิ่งใหม่ในแหล่งท่องเที่ยว
เช่น การท่องเที่ยวเชิงเกษตร/การท่องเที่ยวชุมชน/ค่ายเยาวชน
* การสร้างสรรค์ประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เช่น การเป็นอาสาสมัคร/การปลูกป่าชายเลน/ดำน้ำเก็บขยะ ฯลฯ
นอกจากนี้การบิดตัวต่อสภาวการณ์ ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวยุคใหม่จะทำให้ผู้ประกอบการฯ จะต้องคำนึงถึงปัจจัยทั้งภายนอกและภายในของประเทศไทย ให้มากขึ้นด้วย เช่น
1 การเปลี่ยนแปลงทางภาคการเกษตรของประเทศ
2 สภาวะแวดล้อมและสภาวะของสภาพอากาศในประเทศ
3 การประมวลสถานการณ์ทางด้านวิกฤตการณ์การเมืองที่จะเกิดขึ้นในประเทศ
ทั้งทางตรงและทางอ้อม
4 การแข่งขันระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน
5 ต้นทุนทางการผลิตที่สูงขึ้น/การปรับตัวของการบริหารการจัดการทั้งทางภาครัฐ-เอกชน
6 การวางตำแหน่งและตัวสินค้าที่มีอยู่ภายในประเทศไทย
ปัจจัยที่จะก่อให้เกิดการบิดตัวของผลสภาวการณ์ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวยุค
ใหม่ผู้ประกอบการในภาคส่วนต่างๆ จะต้องคำนึงถึงรายละเอียดดังต่อไปนี้
• การพัฒนาสินค้าทางการท่องเที่ยวจะต้องกระจายไปสู่ภูมิภาคและท้องถิ่นให้มากยิ่งขึ้น
• การสร้างระบบการเตือนภัยที่ดีและมีคุณภาพ
• การบูรณาการทางการตลาด / การสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้าทางการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
• การทำตลาดและการทำธุรกิจในเชิงรุก / การทำตลาดทางตรงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวยุคใหม่
4) การสัมมนาฯ ในครั้งนี้กระผมขอนำเสนอเครื่องมือที่จะเป็น “ การจัดการบริการ และ การท่องเที่ยวในภาวะวิกฤต ” โดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) จะต้องมีการปรับมุมมองทางด้านการตลาดเสียใหม่ เช่น มีการกำหนดบทบาทให้กลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย หรือ คนไทยที่เดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ เป็นเสมือน “ เพื่อนหรือคนรู้จัก ” มากกว่าจะเป็นเพียงนักท่องเที่ยวเท่านั้น
ปัจจุบันนี้ ภาพโดยรวมของตัวสินค้าที่มีอยู่ในประเทศไทยยังมีลักษณะที่คล้ายคลึงกันเป็นส่วนใหญ่ การที่ ททท. จะได้นำเอาปัญญาปฏิบัติของไทยมาใช้งานภายในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย
จะเป็นตัวช่วยเหลือที่ดีได้ต่อไปในอนาคต
ในการนี้จะขอยกแนวทางและปัญญาปฏิบัติของไทย รวมถึง ปัญญาประดิษฐ์ จากการจัดการความรู้ และแนวทางการทำงานของ ททท. ต่อไปในอนาคต ดังต่อไปนี้
1 วิธีการที่จะเป็นตัวการและจัดการบริการและการท่องเที่ยวในภาวะวิกฤตในอนาคต ภาครัฐ ( ททท. ) จะต้องให้ความสำคัญของการทำ CRM : Customer Relationship Management
CEM : Customer Experiential Management และ CESR : Corporate Environmental Social responsibility
กับนักท่องเที่ยวทุกกลุ่มตลาด เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวซ้ำภายในประเทศไทย
2 จัดทำ Routing D’ Zine ของตัวสินค้าที่มีอยู่ในประเทศไทยให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพื่อจะเป็นการปลุกกระแสและทำให้เกิดการท่องเที่ยวซ้ำในแต่ละภูมิภาคของประเทศไทย
3 การจัดทำ Thaimesh Packages เพื่อ ให้ตรงกับความต้องการของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศให้ได้อย่างเป็นรูปธรรม
4 มีการนำกระแส และหมายรวมถึงการสร้างกระแสให้เกิดขึ้นภายในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของโลก โดยมีการกระตุ้นให้เกิดความ (อยาก) ให้เกิดขึ้นกับนักท่องเที่ยวและมีการใส่ความคิดที่ ว่า “ ในชั่วชีวิตหนึ่งจะต้องเดินทางมาท่องเที่ยวภายในประเทศไทยให้ได้ มากกว่า 1ครั้งให้ได้ ” ฯลฯ
ในอนาคตอันใกล้นี้ คำที่ว่า “ Creative Tourism ” จะมีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมโลก (ระหว่างปี พ.ศ. 2553 – 2557 ) มากยิ่งขึ้น ยังจะเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการจัดการบริการและการท่องเที่ยวในภาวะวิกฤตของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทยได้ต่อไปในอนาคต
เอกสารประกอบ : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
1)รูปแบบในการจัดการอตุสาหกรรมท่องเที่ยวในประเทศไทยแบบเดิม คือ จะให้ ความสำคัญของวิธีการจัดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ในการกำหนดหลักการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (ระหว่างปี 2549 - 2552) โดยได้กำหนดเอาไว้ว่า “ การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ” จะเป็นทางออกอีกทางหนึ่งในการแก้ปัญหาการท่องเที่ยว (ในครั้งอดีต) ซึ่งได้มีการรวบรวมปัญหาต่างๆ และวิธีการแก้ไขความเสื่อมโทรมของแหล่งท่องเที่ยว ปัญหาชุมชนท้องถิ่นที่ไม่ได้รับประโยชน์ และไม่มีส่วนร่วม หรือ ปัญหาที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความไม่ยั่งยืนของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ให้เป็นไปตามขั้นตอนและกิจกรรมชนิดต่างๆ ให้เกิดผลตอบแทนสูงสุด
ในครั้งอดีตนั้นการจัดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนนี้จัดให้เป็นหลักการและได้นำไปใช้ กับ กิจกรรมเพื่อการดำเนินกิจการของสถานประกอบการ และ การจัดการโครงการต่างๆ ที่มีส่วนเกี่ยวของกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
กระแสการท่องเที่ยวยั่งยืนในครั้งอดีต (ระหว่างปี 2549 - 2552) นั้น จะมีปัจจัยหลายๆ ด้านที่สามารถสร้างให้เป็นโอกาสทางการตลาดของการท่องเที่ยว แนวทางการส่งเสริมศักยภาพและกำหนดทิศทาง และ การเติบโตของการท่องเที่ยว ยังเป็นเครื่องมือที่มีสำคัญในการนำไปใช้เพื่อแก้ไขปัญหาด้านต่าง ๆ
2.) การสัมมนาฯในครั้งนี้ ได้มีการขอยกตัวอย่าง และ การนำเสนอของกระแสการท่องเที่ยวของโลกสมัยใหม่ (ระหว่างปี 2553 - 2557 ) ที่จะเกิดขึ้นดังนี้
2.1 พฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวโลกที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่เป็นอยู่ จากการประมวลสถานการณ์ และ เอกสารทางด้านวิชาการ มีรายละเอียดดังนี้
- นักท่องเที่ยวมีความต้องการ การท่องเที่ยวในรูปแบบเฉพาะมีมากขึ้น
- การเลือกเดินทางท่องเที่ยวอย่างรู้คุณค่า
- การแสวงหาประสบการณ์ การเรียนรู้ และมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ มากขึ้น
- ท่องเที่ยวอย่างมีจิตสำนึก ห่วงใยสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น
- มุ่งเน้นความสะดวกและการบริการที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น
3)กลุ่มนักวิชาการณ์ และ ผู้เข้าร่วมฯ ได้มีการวิเคราะห์ถึงความต้องการของผู้บริโภค และ นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ ระหว่าง ปี พ.ศ. 2550 – 2552 ดังนี้
กลุ่มตลาดนักท่องเที่ยวชาวเยอรมนี : นักท่องเที่ยวจะให้ความสำคัญกับคุณภาพสิ่งแวดล้อมในแหล่งท่องเที่ยวเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ
กลุ่มตลาดของนักท่องเที่ยวชาวอิตาลี : 94 % ของนักท่องเที่ยวสนับสนุนมาตรการในการรักษาสิ่งแวดล้อมของที่พัก และ
อีก 90 % จะเลือกที่พักที่มีเครื่องหมาย ECO-LABEL
กลุ่มตลาดของนักท่องเที่ยว สหราชอาณาจักร : นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ต้องการอุตสาหกรรมที่มีจริยธรรมและเต็มใจที่จะจ่ายเพื่อสิ่งนั้น
กลุ่มตลาดของนักท่องเที่ยวชาวสหรัฐอเมริกา: มีนักท่องเที่ยวที่มากกว่า 75 % ยึดมั่นว่าการเดินทางท่องเที่ยวของพวกเขาจะไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมและ 38% เต็มใจที่จะจ่ายเพิ่มเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม และนักท่องเที่ยว 80 % มีความเห็นว่าการอนุรักษ์เป็นสิ่งที่สำคัญ แต่มีเพียงแค่ 14 % ที่จะคำนึงถึงที่พักที่มีมาตรการรักษาสิ่งแวดล้อม เป็นสำคัญ
ลักษณะของสินค้าทางการท่องเที่ยวในประเทศไทยและกิจกรรมที่ยังได้รับความนิยมของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ยังคงอยู่เช่นเดิมประกอบไปด้วย
• หาดทราย-ชายทะเล / ชมเมือง / ทิวทัศน์ / น้ำตก / ป่าเขา
• วัฒนธรรม/ประเพณี
• Shopping/สถานบันเทิง
• ฯลฯ
4)นักวิชาการได้ทำการวิเคราะห์และนำเสนอคุณลักษณะของสินค้าทางการท่องเที่ยวในประเทศไทยและกิจกรรมต่างๆ ที่จะก่อให้เกิดกระแสความนิยมในอนาคต คือ
* การมุ่งความสนใจเฉพาะด้าน ในสินค้าท่องเที่ยว เช่น การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ/
ดำน้ำ/การท่องเที่ยวเชิงผจญภัย
* การสร้างเสริมประสบการณ์ และ การเรียนรู้สิ่งใหม่ในแหล่งท่องเที่ยว
เช่น การท่องเที่ยวเชิงเกษตร/การท่องเที่ยวชุมชน/ค่ายเยาวชน
* การสร้างสรรค์ประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เช่น การเป็นอาสาสมัคร/การปลูกป่าชายเลน/ดำน้ำเก็บขยะ ฯลฯ
นอกจากนี้การบิดตัวต่อสภาวการณ์ ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวยุคใหม่จะทำให้ผู้ประกอบการฯ จะต้องคำนึงถึงปัจจัยทั้งภายนอกและภายในของประเทศไทย ให้มากขึ้นด้วย เช่น
1 การเปลี่ยนแปลงทางภาคการเกษตรของประเทศ
2 สภาวะแวดล้อมและสภาวะของสภาพอากาศในประเทศ
3 การประมวลสถานการณ์ทางด้านวิกฤตการณ์การเมืองที่จะเกิดขึ้นในประเทศ
ทั้งทางตรงและทางอ้อม
4 การแข่งขันระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน
5 ต้นทุนทางการผลิตที่สูงขึ้น/การปรับตัวของการบริหารการจัดการทั้งทางภาครัฐ-เอกชน
6 การวางตำแหน่งและตัวสินค้าที่มีอยู่ภายในประเทศไทย
ปัจจัยที่จะก่อให้เกิดการบิดตัวของผลสภาวการณ์ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวยุค
ใหม่ผู้ประกอบการในภาคส่วนต่างๆ จะต้องคำนึงถึงรายละเอียดดังต่อไปนี้
• การพัฒนาสินค้าทางการท่องเที่ยวจะต้องกระจายไปสู่ภูมิภาคและท้องถิ่นให้มากยิ่งขึ้น
• การสร้างระบบการเตือนภัยที่ดีและมีคุณภาพ
• การบูรณาการทางการตลาด / การสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้าทางการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
• การทำตลาดและการทำธุรกิจในเชิงรุก / การทำตลาดทางตรงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวยุคใหม่
4) การสัมมนาฯ ในครั้งนี้กระผมขอนำเสนอเครื่องมือที่จะเป็น “ การจัดการบริการ และ การท่องเที่ยวในภาวะวิกฤต ” โดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) จะต้องมีการปรับมุมมองทางด้านการตลาดเสียใหม่ เช่น มีการกำหนดบทบาทให้กลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย หรือ คนไทยที่เดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ เป็นเสมือน “ เพื่อนหรือคนรู้จัก ” มากกว่าจะเป็นเพียงนักท่องเที่ยวเท่านั้น
ปัจจุบันนี้ ภาพโดยรวมของตัวสินค้าที่มีอยู่ในประเทศไทยยังมีลักษณะที่คล้ายคลึงกันเป็นส่วนใหญ่ การที่ ททท. จะได้นำเอาปัญญาปฏิบัติของไทยมาใช้งานภายในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย
จะเป็นตัวช่วยเหลือที่ดีได้ต่อไปในอนาคต
ในการนี้จะขอยกแนวทางและปัญญาปฏิบัติของไทย รวมถึง ปัญญาประดิษฐ์ จากการจัดการความรู้ และแนวทางการทำงานของ ททท. ต่อไปในอนาคต ดังต่อไปนี้
1 วิธีการที่จะเป็นตัวการและจัดการบริการและการท่องเที่ยวในภาวะวิกฤตในอนาคต ภาครัฐ ( ททท. ) จะต้องให้ความสำคัญของการทำ CRM : Customer Relationship Management
CEM : Customer Experiential Management และ CESR : Corporate Environmental Social responsibility
กับนักท่องเที่ยวทุกกลุ่มตลาด เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวซ้ำภายในประเทศไทย
2 จัดทำ Routing D’ Zine ของตัวสินค้าที่มีอยู่ในประเทศไทยให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพื่อจะเป็นการปลุกกระแสและทำให้เกิดการท่องเที่ยวซ้ำในแต่ละภูมิภาคของประเทศไทย
3 การจัดทำ Thaimesh Packages เพื่อ ให้ตรงกับความต้องการของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศให้ได้อย่างเป็นรูปธรรม
4 มีการนำกระแส และหมายรวมถึงการสร้างกระแสให้เกิดขึ้นภายในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของโลก โดยมีการกระตุ้นให้เกิดความ (อยาก) ให้เกิดขึ้นกับนักท่องเที่ยวและมีการใส่ความคิดที่ ว่า “ ในชั่วชีวิตหนึ่งจะต้องเดินทางมาท่องเที่ยวภายในประเทศไทยให้ได้ มากกว่า 1ครั้งให้ได้ ” ฯลฯ
ในอนาคตอันใกล้นี้ คำที่ว่า “ Creative Tourism ” จะมีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมโลก (ระหว่างปี พ.ศ. 2553 – 2557 ) มากยิ่งขึ้น ยังจะเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการจัดการบริการและการท่องเที่ยวในภาวะวิกฤตของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทยได้ต่อไปในอนาคต
Thursday, August 13, 2009
บทความของคุณปู่
เซ็นเซอร์
Censor
โดย มานิจ สุขสมจิตร
เซ็นเซอร์ (Censor) หมายถึงการกวดขันคำพูดหรือการตัดทอนสาระในการสื่อสารในประเด็นที่ไม่สมควร ที่เห็นว่า จะเป็นอันตราย ไวต่อความรู้สึก หรือไม่เหมาะสมต่อรัฐบาล โดยสื่อมวลชนที่อาจถูกตรวจสอบกวดขันได้แก่ หนังสือพิมพ์ ภาพยนตร์ วีดีทัศน์ อินเตอร์เน็ต ดนตรี หนังสือพิมพ์ คำพูด และการแสดงความคิดเห็น
คำว่า เซ็นเซอร์ (Censor) ในตัวของมันเองเป็นชื่อ เรียกผู้พิพากษาตระลาการ หรือผู้ปกครองระดับต่างๆในสมัยโรมัน โดยผู้พิพากษาหรือผู้ปกครองทั้งหลายจะต้องสำรวจ
สัมมะโนประชากร (Census) โดยที่ขณะกำลังแจงนับจำนวนประชากรอยู่นั้น ก็จะต้องตรวจตราศีลธรรมจรรยาและความประพฤติของพลเมืองไปพร้อมกันด้วย ดังนั้น เมื่อกล่าวถึงการตรวจตราหรือควบคุมจึงเรียกการนั้นเป็นการเซ็นเซอร์ตั้งแต่นั้นมา
ในการเซ็นเซอร์ได้มีการกระทำต่อสื่อมวลชนในมิติทางต่างๆ เช่น มิติด้านศีลธรรมจรรยาไม่ให้มีการเผยแพร่ภาพลามกอนาจาร มิติด้านการทหาร ไม่ให้มีการเผยแพร่ยุทธวิธีและการข่าวกรอง มิติด้านการเมืองไม่ให้มีการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารบางเรื่องบางประเด็น ซึ่งอาจจะเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐบาล มิติทางด้านศาสนามิให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ซึ่งจะเป็นการบีบบังคับให้คนนับถือหรือไม่นับถือศาสนาใดศาสนาหนึ่ง มิติสุดท้ายเป็นมิติแห่งความร่วมมือซึ่งบรรณาธิการข่าวของสื่อมวลชนอาจเข้าไปขัดขวางหรือระงับยับยั้งการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารนั้นเอง อันอาจเป็นผลกระทบต่อธุรกิจของกันเองหรือของหุ้นส่วนในทางลบ
สำหรับสื่อมวลชนมองการเซ็นเซอร์ หรือ การตรวจข่าวก่อนการเผยแพร่(Censor) ว่าเป็นการขัดขวางการใช้เสรีภาพของสื่อมวลชนและเป็นการตัดสิทธิการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของผู้บริโภคข้อมูลข่าวสาร ฉะนั้นคำว่า เซ็นเซอร์ จึงเป็นคำที่พึงรังเกียจและมองว่าการเซ็นเซอร์เกิดจากฐานความคิดของความกลัว ไม่ว่าจะเป็นความกลัวจะสูญเสียอำนาจรัฐ กลัวความไม่สงบเรียบร้อยของสังคม กลัวความรู้ใหม่ๆ อันจะทำให้ผู้มีความรู้เก่าถูกลดความสำคัญลงไป กลัวความเชื่อทางศาสนาใหม่หรือทัศนคติใหม่ๆ ฉะนั้นผู้มีอำนาจรัฐจึงต้องให้ความสนใจอย่างใกล้ชิดและมีการตรวจสอบก่อนจะเผยแพร่จนมีความคิดว่า การเซ็นเซอร์ที่ทำกันอยู่นั้นได้ให้ประโยชน์แก่สังคมหรือเป็นการทำลายคุณค่าของผลงานมากกว่ากัน
โดยเฉพาะการเซ็นเซอร์ภาพยนตร์ของพนักงานผู้ตรวจพิจารณาภาพยนตร์ของไทยที่ไม่ให้มีภาพการสูบบุหรี่ หรือ ดื่มสุรา ภาพการฆ่าคน ภาพข้าราชการกระทำผิดกฎหมายหรือภาพการข่มขืนกรรทำชำเรา(ที่ไม่โจ๋งครึ่ม) จึงมีผู้ตั้งคำถามอยู่เสมอว่าเท่าที่ผ่านมามีกรรมการเซ็นเซอร์ภาพยนตร์คนใดที่ได้ตรวจพิจาณาภาพยนตร์แล้วคิดจะไปปลุกปล้ำกรรทำชำเราใครบ้างหรือไม่หรือคิดจะไปล้มล้างระบบล้มล้างอำนาจรัฐหรือไม่ หรือ ว่ากรรมการผู้ตรวจพิจารณาภาพยนตร์ของไทยเป็นมนุษย์พันธุ์พิเศษที่มีภูมิคุ้มกันหรือมีความอดทนอดกลั้นดีกว่าคนอื่นๆที่มิได้เป็นกรรมการเซ็นเซอร์
อย่างไรก็ตามการควบคุมตรวจสอบหรือการเซ็นเซอร์ที่ได้ปฏิบัติสืบทอดกันมาเป็นเวลานับพันปีแล้วทั้งประเทศทางตะวันตกและประเทศทางตะวันออกโดยเฉพาะประเทศที่ปกครองด้วยระบอบเผด็จการหรือกระเดียดไปทางเผด็จการซึ่งเมื่อมีระบบเซ็นเซอร์(Censorship) แล้วมักทำอย่างหนึ่ง อย่างใด เช่น 1 เก่งการสั่งห้ามเผยแพร่ (Banning) 2 ทำลาย (Destroying)
3 การกำหนดว่าจะต้องได้รับอนุญาตก่อน (Licensing) และ 4 การยับยั้งหรือหน่วงเหนี่ยวกักไว้ก่อนเพื่อให้มีการแก้ไขหรือรอเวลา (Prior restraint)
ในประเทศไทยกรณีหนังสือพิมพ์เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบ สมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็นระบอบประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 แล้วได้เกิดการขัดแย้งทางความคิดขนานใหญ่ระหว่างฝ่ายนิยมการเมืองระบอบเก่ากับระบอบใหม่ประกอบกับนักการเมืองในยุคนั้นที่มีอำนาจรัฐเห็นว่าหนังสือพิมพ์ที่ไม่เสนอข่าวและความเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อตน อาจเป็นภัยต่อตนได้ ดังนั้นหนังสือพิมพ์ที่มีความเห็นขัดแย้งกับรัฐบาล มักจะถูกสั่งปิดด้วยข้อหาต่างๆ เช่น ข้อหาเป็นเสี้ยนหนามแผ่นดิน หรือ มีข้อหามีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ เป็นต้น
ช่วงระยะเวลาดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นของการควบคุมเสรีภาพหนังสือพิมพ์อย่างจริงจังโดยจอมพล ป.พิบูลสงครามนายกรัฐมนตรีได้ตรา พรบ. การพิมพ์ พ.ศ.2484 ขึ้นมาใช้แทน พรบ. สมุดเอกสารหนังสือพิมพ์ พ.ศ.2470 กฎหมายฉบับใหม่ได้ให้อำนาจแก่อธิบดีกรมตำรวจ(ปัจจุบัน เรียกตำแหน่งนี้ว่าผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ) และ เจ้าพนักงานการพิมพ์ ( กรณีต่างจังหวัดผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นเจ้าพนักงานการพิมพ์)ในการควบคุมดูแลหนังสือพิมพ์มากขึ้นกฎหมายฉบับนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นกฎหมายที่จำกัดตัดรอนเสรีภาพหนังสือพิมพ์อย่างรุนแรง( พ.ร.บ.การพิมพ์ พ.ศ. 2484 ถูกยกเลิกโดย พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์พ.ศ.2550 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2550 )
ครั้นเมื่อจอมพล ป. พิบูลสงครามได้ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 ได้มีการจำกัดเสรีภาพหนังสือพิมพ์มากยิ่งขึ้น (ขณะนั้นยังไม่มีโทรทัศน์ ส่วนสถานีวิทยุกระจายเสียงก็เป็นของกรมโฆษณาการหรือของส่วนราชการอื่นๆ) โดยกระทรวงกลาโหมได้ประกาศตั้งคณะกรรมการเซ็นเซอร์หนังสือพิมพ์ให้ทำหน้าที่ตรวจข่าวก่อนตีพิมพ์และกรมตำรวจได้ออกประกาศห้ามเสนอข่าวการประชุมสภาป้องกันราชอาณาจักร สภากลาโหม หรือข่าวการประชุม 3 กองทัพรวมทั้งห้ามเสนอข่าวความเคลื่อนไหวของทหารไทยที่ไปร่วมรบกับสหประชาชาติในเกาหลีและห้ามวิพากษ์การเมืองระหว่างประเทศ
มาตรการดังกล่าวของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม สร้างความหวาดกลัวและยากลำบากแก่ผู้ประกอบวิชาชีพหนังสือพิมพ์สมัยนั้นอย่างยิ่ง เพราะก่อนจะตีพิมพ์หนังสือพิมพ์ออกจำหน่ายนั้นจะต้องทดลองพิมพ์เพียงฉบับเดียวที่เรียกว่า “ ปรู๊ฟหน้าแท่น ” ไปให้เจ้าพนักงานเซ็นเซอร์ตรวจก่อนหากเจ้าพนักงานเห็นว่าข่าวใดภาพใดหรือบทความใดไม่ต้องการให้ออกเผยแพร่ก็จะขีดกากบาทลงในฉบับทดลองพิมพ์นั้น ทำให้กองบรรณาธิการต้องจัดหาข่าวภาพหรือบทความอื่นลงแทนเพื่อที่จะได้ออกจำหน่ายทันในตอนบ่าย ข่าวที่เตรียมไว้จะต้องเป็นข่าวภาพหรือบทความที่แน่ใจว่าจะไม่ถูกห้ามพิมพ์ เช่นข่าวเกี่ยวกับพลเมืองอีกาในท้องสนามหลวงหรือจำนวนต้นมะขามรอบสนามหลวงคงเหลือกี่ต้นแห้งตายไปกี่ต้นจนเป็นที่ขบขันแก่ผู้อ่านยิ่งนัก
การจำกัดสิทธิเสรีภาพของหนังสือพิมพ์ยังคงมีอยู่ใน พ.ร.บ. การพิมพ์ พ.ศ. 2484 ตลอดมาบางครั้งมีความเข็มงวด ยิ่งขึ้นด้วยการออกกฎหมายพิเศษมาควบคู่ เช่น ประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 17 (สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์) และคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินฉบับที่42 (สมัยพลเรือเอกสงัด ชลอยู่) จนเมื่อได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 จึงได้มีการยกเลิกอำนาจการสั่งปิดโรงพิมพ์ วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์แต่เจ้าพนักงานการพิมพ์ยังมีอำนาจเซ็นเซอร์ดังบัญญัติไว้ในมาตรา 39 วรรค สี่ ความว่า “ การให้นำข่าวหรือ บทความไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจก่อนนำไปโฆษณาในหนังสือพิมพ์ สิ่งพิมพ์วิทยุกระจายเสียงหรือ วิทยุโทรทัศน์จะกระทำมิได้ เว้นแต่ในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ ในสภาวะสงครามหรือการรบ แต่ทั้งนี้จะต้องกระทำโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายซึ่งได้ร่างขึ้นตามวรรคสอง ”
ครั้นเมื่อใดมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอานาจักรไทย พ.ศ. 2540 แล้วบทบัญญัติในเรื่องอำนาจการเซ็นเซอร์(การให้นำข่าวหรือบทความไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจก่อนนำไปโฆษณา ในหนังสือพิมพ์ หรือสื่อมวลชนอื่นๆ) จะกระทำมิได้มีอยู่ในมาตรา 45 วรรคห้า แต่มีเงื่อนไขว่า “ เว้นแต่จะกระทำในระหว่างเวลาที่ประกาศอยู่ใน ภาวะสงคราม แต่ทั้งนี้จะต้องกระทำโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ได้ตราขึ้นตามวรรคสอง ”
ซึ่งบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับอำนาจการเซ็นเซอร์ในฉบับพ.ศ. 2540และฉบับ พ.ศ. 2550 มีความแตกต่างกันโดยฉบับ พ.ศ. 2540มีถ้อยคำว่า “ หรือการรบ ” อยู่ต่อท้ายคำว่า “ในภาวะสงคราม ” ด้วย แต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ได้ตัดคำว่า “ หรือการรบ ” ออกจึงน่าจะหมายความว่าปัจจุบันนี้หากจะมีการเซ็นเซอร์หนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นได้ก็เฉพาะแต่ในเวลาที่ประกาศอยู่ในสภาวะสงครามเท่านั้น
ซึ่งสภาวะสงครามที่ว่านี้มาตรา 223 ของรัฐธรรมนูญแห่งรัฐธรรมนูญราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 บัญญัติว่า “ พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการประกาศสงคราม เมื่อได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา ” ฉะนั้นการอ้าง “ สภาวะสงคราม ” ลอยๆย่อมไม่อาจกระทำได้ จะต้องเป็นสภาวะสงครามตามความหมายของมาตรา 223
*****************************
Wednesday, August 12, 2009
The family vacation.blogspot.com
The family vacation.blogspot.com
อันนี้เป็น BLOG ของคนใกล้ตัวของผมเองนะครับ พวกคุณ รองเข้าไปดูได้เลย
น่าสนุกดี
ผมว่ากำลังจะเขียนพาเที่ยวอยู่เหมือนกันครับแต่คงเป็นในประเทศไทยก่อนคงจะได้มั๊ง.....หรือคุณว่าอย่างไร
อันนี้เป็น BLOG ของคนใกล้ตัวของผมเองนะครับ พวกคุณ รองเข้าไปดูได้เลย
น่าสนุกดี
ผมว่ากำลังจะเขียนพาเที่ยวอยู่เหมือนกันครับแต่คงเป็นในประเทศไทยก่อนคงจะได้มั๊ง.....หรือคุณว่าอย่างไร
Wednesday, July 22, 2009
คำถามใหม่
" ถ้า Blog ของเราไม่ได้หยุดเพียงแค่นี้ละ ถ้ามันกลายเป็นรายการ TV.ในโลกของความจริงละ
มันจะเป็นอย่างไร จะเกิดอะไรขึ้นบ้างละ แล้วพวกคุณคิดว่าคำถามใหม่นี้จะสามารถเป็นจริงได้หรือไม่ "
mailto:pickanet@gmail.com
เพราะว่าคำตอบของคุณคือหนึ่งกำลังสำคัญของเรา
มันจะเป็นอย่างไร จะเกิดอะไรขึ้นบ้างละ แล้วพวกคุณคิดว่าคำถามใหม่นี้จะสามารถเป็นจริงได้หรือไม่ "
mailto:pickanet@gmail.com
เพราะว่าคำตอบของคุณคือหนึ่งกำลังสำคัญของเรา
Tuesday, July 21, 2009
Subscribe to:
Posts (Atom)


